งานประสานงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กรุงเทพมหานคร
Maejo University Coordinating Office , Bangkok Thailand

?? แม้ทั่วโลกจะประกาศเจตนารมณ์ของการไปสู่เป้าหมาย “Net Zero” แต่ในปี 2024 ตัวเลขการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกยังคงเพิ่มสวนทางกับหมุดหมายที่วางไว้

?? ตั้งแต่ในปี 2015 ที่หลายประเทศทั่วโลกร่วมลงนามใน “ความตกลงปารีส (Paris Agreement)” มาจวบจนปัจจุบันเป็นเวลาถึง 10 ปีที่ภาพรวมยังคงมีความท้าทายอยู่อีกมากมาย โดยเฉพาะตัวเลขการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ยังคงเพิ่มขึ้นไปถึงระดับ 4.16 หมื่นล้านตัน ซึ่งเกิดจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่เพิ่มขึ้นกว่าปี 2023 ถึง 0.8% และการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดินที่ทำให้พื้นที่ป่าลดลง

?? การเพิ่มขึ้นของปริมาณคาร์บอนในชั้นบรรยากาศส่งผลกระทบที่ชัดเจนมากขึ้นจน UNEP มีการเตือนผ่านรายงาน Emissions Gap 2024: “No more hot air please!” ว่าหากยังไม่มีมาตรการการดำเนินงานที่เข้มงวดอย่างจริงจัง อุณหภูมิโลกอาจเพิ่มขึ้น 2.6 - 3.1 °C ในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะนำไปสู่ผลกระทบทางธรรมชาติที่รุนแรงต่อทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจจนไม่อาจหวนคืนกลับสู่ภาวะปกติได้

? ตอนนี้แม้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจดูสิ้นไร้หนทาง แต่โลกยังสามารถรับมือกับความท้าทายนี้โดยมีทางออกที่สำคัญคือ การพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรยั่งยืน เทคโนโลยีการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) และการเพิ่มพื้นที่ป่า เป็นต้น ที่จะมีส่วนช่วยในการดูดซับปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในการสนับสนุนธุรกิจเหล่านี้สิ่งสำคัญมากที่สุดคือการเพิ่มการลงทุนจากหน่วยงานต่างๆ ให้มากกว่าเดิม

?? เพราะตามรายงานของ BloombergNEF ระบุไว้ว่า ในปีที่ผ่านมาทั่วโลกมีการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและแหล่งพลังงานเพียง 37% ของสัดส่วนจำเป็นเท่านั้น ในขณะที่ปัจจุบันทั่วโลกต้องเพิ่มการลงทุนเงินไปให้ถึง 5.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ปี 2025 - 2030 จึงจะเพียงพอต่อการพัฒนา อีกทั้งประเทศต่างๆ ต้องสร้างการร่วมมือระหว่างประเทศในการปฏิรูประบบการเงินระดับโลก มองหามาตรการที่สามารถเพิ่มผลประโยชน์ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

สำหรับประเทศไทยเองได้มีการตั้งเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามแนวทางจากการประชุม COP26 ที่จัดขึ้นเมื่อปี 2021 โดยประกาศว่า ประเทศไทยจะเป็น ‘กลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)’ ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065

?? ดังนั้นการจะไปถึงเป้าหมายทั่วโลกยังต้องการพึ่งพาธุรกิจที่ดำเนินงานเกี่ยวกับ “เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน หรือ GreenTech” ที่จะครอบคลุมถึงเทคโนโลยีสะอาด (CleanTech) และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Tech) เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับภาคธุรกิจเหล่านั้น NIA จึงมี โครงการ "Climate Tech Acceleration Program" ที่มีเป้าหมายในการสร้างโอกาสทางการตลาด มุ่งขยายศักยภาพผ่านกิจกรรมการให้คำปรึกษา สร้างเครือข่ายขยายการลงทุนให้กับสตาร์ทอัพที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero 

??‍?? จากที่ได้เริ่มต้นโปรแกรมนี้ในปี 2024 ถึงเวลาแล้วที่จะสานต่อและเดินหน้าการสนับสนุนอีกครั้ง ซึ่งจากปีที่ผ่านมาได้มีการเปิดรับธุรกิจที่มีผลงานพร้อมขยายออกสู่ตลาดใน 4 กลุ่มธุรกิจด้วยกัน ได้แก่ Clean Energy, Energy Conservation, Data Analytics และ Waste Utilization ซึ่ง ClimateTech Acceleration Program 2025 นี้ ได้มีการเพิ่มธุรกิจด้าน Sustainable Logistic หรือระบบโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ามา เพื่อจะครอบคลุมการแก้ปัญหาอย่างรอบด้านยิ่งขึ้น

?? ในท้ายที่สุด การบรรลุเป้าหมาย Net Zero จึงไม่ใช่การอาศัยผลงานของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของความร่วมมือในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล นักลงทุน หรือภาคธุรกิจ ที่จะมาร่วมมือเร่งผลักดันการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างจริงจัง เพื่อหาโอกาสที่โลกจะรอดพ้นจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ไปสู่อนาคตด้านพลังงานที่ยั่งยืนได้สำเร็จ

?? สำหรับสตาร์ทอัพที่สนใจเข้าร่วม Climate Tech Acceleration Program 2025 นี้ สามารถรอติดตามข่าวการเปิดรับสมัครโครงการผ่านทางเพจของ NIA ได้เลย

อ้างอิงข้อมูลจาก:
https://ccf.tgo.or.th/wp-content/uploads/2024/10/Final_คู่มือการดำเนินงานสู่เป้าหมาย-Net-Zero.pdf
https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-97
https://www.unep.org/resources/emissions-gap-report-2024
https://www.infoquest.co.th/2025/465960
https://esguniverse.com/content/greenhouse-gas-emissions-differences-in-2024/
https://www.nia.or.th/event/climate-acceleration-program-2024

ปรับปรุงข้อมูล : 8/4/2568 13:46:17     ที่มา : งานประสานงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กรุงเทพมหานคร     จำนวนผู้เปิดอ่าน : 312

กลุ่มข่าวสาร : ข่าวประชาสัมพันธ์

ข่าวล่าสุด

มหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมเข้ากราบถวายบังคมพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
วันอังคารที่ 4 สิงหาคม 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พร้อมด้วย คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย สมาคมศิษย์เก่า และบุคลากร รวมจำนวน 25 คน เป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง และเข้ากราบถวายบังคมพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา พระบรมมหาราชวังการเข้าร่วมพิธีในครั้งนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมแก่คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย สมาคมศิษย์เก่า และบุคลากร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่ได้ร่วมแสดงความจงรักภักดี ถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
6 สิงหาคม 2569     |      70
พิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีของบุตร-หลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม
วันที่ 20 มกราคม 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยยศ สัมฤทธิ์สกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทองเลียน บัวจูม คณบดีคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมเป็นตัวแทนลงนามและพยาน ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีของบุตร - หลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม ระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ และมหาวิทยาลัยชั้นนำ 6 แห่ง โดยได้รับเกียรติจาก นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี ในการนี้ นายณฤทธิ์ บุญชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นางสาวปรานอม จันทร์ใหม่ ผู้เชี่ยวชาญ รักษาการในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสหกรณ์ นายอนุรัตน์ เลื่อนลอย ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ คณะผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยทั้ง 6 แห่ง และผู้มีเกียรติเข้าร่วมในพิธี ณ ห้องประชุม ฝ. 301 ชั้น 3 อาคารฝึกอบรมส่วนกลาง สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ เขตดุสิต กรุงเทพมหานครขอขอบคุณข่าวและภาพจาก : สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์#ภารกิจผู้บริหาร
21 มกราคม 2569     |      4292
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมกับ เครือข่ายพัฒนาระบบงานบริหารและธุรการ ที่ประชุมสภาข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้าง มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย จัดการประชุมวิชาการเครือข่ายพัฒนาระบบงานบริหารและธุรการ ครั้งที่ 13 หัวข้อ "Transforming Work with AI: Driving Towards an Intelligent Future" “พลิกโฉมการทำงานด้วย AI: ขับเคลื่อนสู่อนาคตอัจฉริยะ”
วันที่ 13 - 14 พฤศจิกายน 2568  กองกลาง มหาวิทยาลัยแม่โจ้  ร่วมกับ เครือข่ายพัฒนาระบบงานบริหารและธุรการ ที่ประชุมสภาข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้าง มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมวิชาการเครือข่ายพัฒนาระบบงานบริหารและธุรการ ครั้งที่ 13 หัวข้อ "Transforming Work with AI: Driving Towards an Intelligent Future" “พลิกโฉมการทำงานด้วย AI: ขับเคลื่อนสู่อนาคตอัจฉริยะ”  โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม  เป็นประธานกล่าวเปิดและปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ "Transforming Work with AI: Driving Towards an   Intelligent Future" หรือ “พลิกโฉมการทำงานด้วย AI: ขับเคลื่อนสู่อนาคตอัจฉริยะ ,  รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวต้อนรับ และ นายเรวัต รัตนกาญจน์ ประธานที่ประชุมสภาข้าราชการ พนักงานและลูกจ้าง มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปขมท.) กล่าวรายงาน  ณ  สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ในโอกาสนี้ ก่อนเริ่มกิจกรรม ผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วมยืนสงบนิ่ง เพื่อถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ หลังจากนั้นได้ดำเนินกิจกรรมเปิดการประชุมวิชาการ ครั้งที่ 13 ซึ่งในปีนี้มีผู้เข้าร่วมอบรมประกอบด้วย บุคลากรสายสนับสนุนจาก 30 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ และเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 179 คน เป็นกิจกรรม WORKSHOP ในหัวข้อ “พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงของ AI ที่ช่วยขับเคลื่อนงานสู่อนาคตอัจฉริยะ” และ“ทำงานฉลาดขึ้นด้วย AI”  เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของ AI ในการพัฒนาองค์กรและปรับปรุงกระบวนการทำงาน ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ พัฒนาทักษะและความสามารถของบุคลากร  โดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานขององค์กรในทุกภาคส่วน การนำ AI มาประยุกต์ใช้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ยกระดับคุณภาพการให้บริการ และช่วยให้การทำงานมีความแม่นยำและมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงกระทรวง อว.ออกแนวปฏิบัติใหม่เกี่ยวกับการสอนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2568 เพื่อยกระดับการพัฒนากำลังคนด้าน AI ตามนโยบายดิจิทัลของประเทศ พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้าน AI  และนำไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงานในองค์กรหน่วยงานภาครัฐและเอกชน
19 พฤศจิกายน 2568     |      283